บท Devil's Cildren (1)
posted on 05 Jun 2009 23:50 by d-blood in Story
อันนี้เป็นบทที่ผมกำลังจะเอาไปทำการ์ตูนครับ แต่ยังไม่ได้เอาขึ้นมาให้ดูกันเรย
5555 บ้าแต่งเพลงอย่างเดียวเรย อิอิ ขอโทษด้วยที่ font ไม่ค่อยเรียบร้อยนะ
ฉาก
ตรงโขดหินดำแท่นสูงใหญ่ ที่ตั้งยื่นออกมายังทะเล มองลงมาเห็นน้ำทะเลสี
เขียวมรกตกำลังสะท้อนแสงอาทิตย์ ท้องฟ้าแจ่มใส เมฆน้อยมาก มีเสียงร้อง
ของกลุ่มนกที่บินผ่าน
con
( ทานยืนเหม่ออยู่ตรงปลายโขดหิน มาพักนึงแล้ว )
( จุ้ย กับ อิ่ม แก๊งค์ Supper boy กำลังซุ่มมองอยู่หลังพุ่มไม้อย่างสงสัย )
จุ๊ย : “ ไอ้นั่นมันมาทำอะไรตรงนั้นทุกวันเลยวะ” ( จุ๊ยพูดไปซุ่มดูไป )
อิ่ม : “ จะไปรู้อะไรมันเล่าไปกินไอติมกันดีกว่า “ ( พูดแบบเบื่อหน่ายแล้วทำท่า
หันเดินออก )
จุ๊ย : “ เฮ่ยเดี๋ยวก่อนดี๊...... ขอดูเดี๋ยวนึงน่าาาาาา อยากรู้ว่ามันกำลังทำอะไร
( จุ๊ยคว้าแขนอิ่ม แล้วพูด แต่ตายังมองทานอยู่ตลอด )
อิ่ม : “ ไม่เอ๊า.....วันนี้เค้าแลกรางวัลกัน ไปช้าก็อดอะดิ”
จุ๊ย : “ ก็บอกว่าแป๊บนึง ไอติมแค่นี้ทำ.......” ( หยุ่ดพูดทันทีเมื่อเห็นทานกำลังเริ่ม
ทำอะไรบางอย่าง )
( ในขณะที่จุ๊ยกับอิ่มเถียงกันอยู่นั้น ทานก็เริ่มถอดเสื้อผ้า )
( เมื่อจุ๊ยหันไปเห็นก็หยุดพูดทันที แล้วมองอย่างตั้งใจ )
จุ๊ย : “ เฮ่ย!!ๆๆ ... มันจะทำอะไรของมันน่ะ..............................................................มันคิด
จะโดดจากตรงนั้น เลยเนี่ยนะ “ ( หน้าตาตะลึงเล็กน้อย และยังจ้องอยู่
โดยไม่ละสายตา )
อิ่ม : “ เฮ่ย เอาจริงดิ “ ( จากที่ฟึดฟัดทำไม่สนใจ ก็กลับมาสนใจอย่างทันควัน )
จุ๊ย : “ ดูท่าทางมันจะโดดลงไปจริงๆนะเนี่ย “
อิ่ม : “ โดดจากตรงนั้นเนี่ยนะ “
จุ๊ย : “ นั่นสิ ฉันยังไม่เห็นมีใครกล้าโดดจากตรงนั้นเลย มันสูงมากไม่ใช่เหรอ
โดดลงไปไม่รู้จะเป็นไง “
อิ่ม : “ ถ้าข้างล่างมีหิน ล่ะ บางทีอาจจะมีใครปักไม้เอาไว้ ใครจะไปรู้ “
จุ๊ย : “ เออ นั่นดิ ไอ้นั่นมันบ้าป่าววะ “
( ทันใดนั้นก็มีเสียงคนอิกคนเดินเข้ามาพูดแทรก )
ซี : “ ไม่มีอะไรหรอก “
จุ๊ย : “ มี๊....... อ้าวเฮ่ย ซี ...ไหนว่าวันนี้ไม่ออกมาไง”
ซี : “ นั่งๆนอนๆ เบื่อๆ เลยออกมาดีกว่า “
จุ๊ย : “ แล้วที่ว่าไม่มีน่ะ นายเคยโดดลงไปแล้วเหรอ “
ซี : “ เปล่า....ใครจะกล้าโดดลงไป สูงจะตาย แต่เมื่อเดือนก่อน ฉันกับพ่อล่อง
เรือไปแถวๆนั้น ข้างใต้นั่น น้ำใสมากเลย ปลาก็ชุก พ่อบอกว่ามันน่าจะ
เป็นจุดที่ลูกปลาอยู่น่ะ พ่อบอกว่าตรงนั้นมันเป็น จุดที่ปลาต่างๆ ใช้วางไข่น่ะ “
ซู่!!! ( เสียงทานโดดลงน้ำ )
เฮ่ย!! ( เด็กทั้งสามก็ร้องอุทานพร้อมกัน แล้วรีบวิ่งกรูเข้าไปดูที่ริมโขดหิน )
( จุ๊ยกลัวความสูงมากอยู่แล้ว จึงคลานเข้าไปดูช้าๆ )
อิ่ม : “ มันแน่จริงๆ “ ( พูดออกมาแบบหน้าเฉยๆ )
จุ๊ย : “ เป็นฉัน ฉันคง...... “
ซี : “ ร้องไป ขี้แตกไป “
อิ่ม : “ ใช่ น้ำลายไหลด้วย “
( ซีและ อิ่ม ก็หัวเราะกันด้วยความตลก )
จุ๊ย : “ ตลกและ ตลกและ “
ซี : “ มันไม่กลัวเลยเหรอเนี่ย ดูดิ สูงออกอย่างนี้เนี่ย “ ( ซีใช้นิ้วลงไปข้างล่าง )
จุ๊ย : “ ไอ้กล้าเนี่ยก็ยอมรับอะนะ แต่บันไดก็มีทำไมไม่ใช้ โง่นะเนี่ย “
ซี : “ ดูให้ดี โน่นๆ ประตูยังไม่เปิดเลย ตอนนี้เพิ่งจะ 7 โมงเช้าอยู่เลย ประมาณ
10 โมง กว่าแน่ะ จะมีคน มาเปิด
( ทานโผล่หัวออกมาจากน้ำ มองซ้ายมองขวา แล้วดำลงไปต่อ )
( เด็กแก๊ง Super boy ยังมองอยู่ข้างบน )
จุ๊ย : “ มันดำลงไปหาอะไรของมัน “
อิ่ม : “ ดูปการังมั้ง “
จุ๊ย : “ เฮย...ไม่ใช่ม๊าง เอาถุงดำไปด้วย ดูดิ “
ซี : “ ฉันว่าเราไปหาอะไรทำดีกว่านะ .... มาแอบมองไอ้บ้านั่นอยู่ได้ “
จุ๊ย : “ เดี๋ยวนา จะดูว่ามันทำอะไรของมันทุกวัน ไม่นานหรอกนาาาา.....โอ๊ย!!!!
เฮ่ยๆๆ!!! ไอ้อิ่ม แกทำไร วะ คนยิ่งกลัวๆ อยู่ บ้าจริง “
( อิ่ม ใช้เท้าเตะก้นจุ๊ย พอให้สะดุ้ง และหัวเราะชอบใจ )
อิ่ม : “ ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ โทษๆ ห้ามใจไม่ไหวน่ะ “
จุ๊ย : “ แล้วมันจะขึ้นมายังไงอะเนี่ย ประตูปิด “
อิ่ม : “ ปีนเอาดี๊...... “ ( พูดไปพลางแล้วนับไม่ไอติมที่จะเอาไปแลกรางวัลไป
พลาง )
ซี : “ ว่ายน้ำเสร็จ แล้วปีนเขาเนี่ยนะ กลับบ้านก็ต้องปั่นจักรยานอีก ไตรกีฬา
ชัดๆ “
อิ่ม
:
“ โอ๊ะ
ยังขาดไม้นึงอาาาาา...โหย...ทำไงดีเนี่ย
ไม่เป็นไร ไปซื้อร้านพี่เมย์
ก่อนรถขบวนมาดีกว่า
เป็นไปได้ไงเนี่ย เมื่อคืนยังนับได้ครบอยู่เลย “ ( อิ่มพึมพัมอยู่คนเดียว ทำหน้าตา
ท่าทางจริงจัง มาก )
( จุ๊ย มองแล้วส่ายหัว ด้วยความเบื่อหน่าย ส่วนซีก็หัวเราะท่าทีที่ตลกของอิ่ม )
ซี : “ มันคงกำลังเก็บขยะที่อยู่ใต้ทะเลแน่ๆเลย ชั้นว่า “
จุ๊ย : “ เออ.... น่าจะใช่ของแก เห็นมันเอาถุงไปด้วยนี่ แต่เทศบาลเค้าก็มี จะทำ
ไปทำไม ไม่ใช่หน้าที่ตัว เองซะหน่อย “
อิ่ม : “ เฮ่ย!! แปดโมงแล้วนี่หว่า ฉันรีปไป ก่อนนะ เดี๋ยวไม่ทัน ไปละ “ ( อิ่มพูด
เสร็จก็รีบวิ่งไปทันที )
จุ๊ย : “ โห.... มันเห็นของรางวัล ดีกว่าเพื่อนเลย “
ซี : “ ก็แล้วจะมายืนดูกันทำไมเล่า ชั้นว่าชั้นไปหาหนังสือเกมอ่านดีกว่า “
จุ๊ย : “ โธ่...เดี๋ยวนาาาา...อยู่เป็นเพื่อนก่อนดี๊..... นี่มันเพิ่งจะ 8 โมงเองนะ “
( สักพักก็มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดของจักรยานมาแต่ไกล ซึ่งคนที่ขับมาคือ จ้าย ซึ่ง
เป็นน้องชายของจุ๊ย นั่นเอง กำลังขับจักรยาน 3 ล้อคู่ใจมาหาพี่ชาย )
( จุ๊ยได้ยินเสียงก็รู้ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องหันหน้าไปดูเพราะจำเสียงได้ดี แต่สี
หน้าของจุ๊ยเปลี่ยน ไปทันที จากปกติ ก็ดูหงุดหงิดขึ้นมา )
จุ๊ย : “ จะมาทำไมวะเนี่ย “ ( บ่นขึ้นมาเสียงดังพอให้ได้ยิน )
ซี : “ ก็บอกแล้วให้รีบไปก็ไม่เชื่อ “
( จ้ายขับรถเข้ามาอย่างช้าๆด้วยหน้าตาสบายใจ )
จ้าย : “ พี่จุ๊ย ...... แม่บอกว่าวันนี้ไม่ให้ไปเล่นเกมส์ที่ร้านอินเตอร์เน็ตนะ
( พูดเสียงดังโดยไม่มีเหตุผล )
จุ๊ย : “ เออน่ะ “
จ้าย : “ แม่บอกว่าวันนี้ห้ามกลับเกิน 5 โมงเย็นนะ “
จุ๊ย : “ เออ รู้แล้ว “
จ้าย : “ แม่บอกว่าห้ามทำเสื้อเลอะเทอะด้วย “
จุ๊ย : “ เอ๊อออ!!! “
จ้าย : “ แม่บอก...............” ( หยุดพูดกระทันหัน )
จุ๊ย : “ เฮ่ย!!! พอแล้ว จะมากวนทำไมเนี่ย “ ( จุ๊ย หันไปแล้วตะคอกใส่ แต่ไม่ทั้น
ที่จะพูดมากไปกว่านี้ ก็ เห็นกล้องส่องทางไกลเด็กเล่นที่จ้ายห้อยคออยู่
จึงรีบเข้าไปเอามาทันที ) “ โห.... ต้องการอยู่ พอดีเลย ขอบใจมากน้องรัก “
จ้าย : “ อ๊าาาาา....เอามานะ ของจ้าย จ้ายเล่นอยู่อาาาาา....” (จ้ายร้องเสียงดัง )
จุ๊ย : “ ใครว่า นี่มันของพี่ พ่อซื้อให้ตอนเข้าค่ายลูกเสือต่างหาก อย่ามามั่ว “ ( จุ๊ย
พูดไปพลาง เดินไปที่ ขอบหินแล้วส่องกล้อง ) “ จะไปที่ไหนก็ไปไป จ้าย “
จ๊าย : “ ก็เห็นไม่เคยเอาออกมาเล่นนี่ พอจ้ายเอามาก็จะเล่น อ๊าาา....ไอ้บ้า “ ( จ้า
ยงอแงอย่างเต็มความ สามารถ )
( ตอนนี้จุ๊ยไม่สนใจคำพูดของจ้าย เพราะกำลังสอดแนมทาน อย่าเอาจริงเอาจัง )
( จ้ายก็ยังโวยวายอยู่ไม่เลิก )
ฉาก
บ้านครูเพียร
สนามหญ้าเขียวลานกว้าง มีโต๊ะหินอ่อนขัดตั้ง กระจายอยู่รอบ ใต้ต้นหูกวาง
สอง สามต้นที่แผ่กิ่งก้านกว้างบังแดดได้ดี สลับกับต้นไม่ต่างๆ ดูร่มรื่นสบายตา
ใจกลางมีตึก3ชั้นสีขาวที่ดูลงตัวกับต้นไม้รอบบ้าน ดูเข้าไบในบ้านมีโต๊ะ ตู้ตั้ง
เรียงกันเป็นระเบียบ รองเท้าหลายคู่ที่วางอยู่ที่ชั้นวางข้างหน้า ดูเล็ก และตั้ง
ไว้อย่างเป็นระเบียบ รู้ได้เลยว่าต้องมีเด็กๆอยู่มากมาย ทางซ้ายมือของหน้า
บ้านมีฟากไม้ไว้แขวนกล้วยไม้หลากสี และไม้เลื้อย ข้างใต้มีโต๊ะ และที่นั่งไม้
2 ตัว บนโต๊ะ มีหนังสือตั้งอยู่ทับกับหนังสือพิมพ์ ตัวบ้านชั้นล่างครึ่งหนึ่งเป็น
ประตูบานใหญ่2บาน และกระจกหน้าต่าง เหมือนทำไว้เป็นลานว่าง และอีก
ครึ่งนึงเป็นห้อง2ห้อง ดูจากข้างในเห็นคอมพิวเตอร์ตั้งเป็นแถวเกือบ10ตัว อีก
ห้องหนึ่งมีหน้าต่างรอบห้อง ข้างในมีกระดานดำ และโต๊ะเก้าอี้ที่จัดไว้เป็นแถว
หลายแถว ไม่ต้องเดาเลยว่านั่นคือห้องเรียน รอบห้องชั้นล่างมีโมบาย ตุ๊กตา
ภาพวาดของเด็กๆ แขวน และวางไว้อย่างเหมาะสม ดูเข้าไปข้างใน ที่ชั้นลอย
มีหนังสือวางเรียงอยู่ในตู้มากมายหลายเล่ม เล็กบ้างใหญ่บ้าง บางเล่มก็บาง
บางเล่มก็หนาเอามากๆ มีโต๊ะเตี้ยๆ ใช้นั่งกะพื้น อยู่ 3-4ตัว ในพรมสีน้ำตาลเข้ม
สลับแดง คงทำไว้เป็นห้องสมุดเล็กๆเพื้อจะได้มีที่อ่านหนังสือ มองดูแล้ว เป็นที่ๆ
น่าอบอุ่นและเป็นกันเอง เหมือนบ้านของผู้ใหญ่ใจดีคนนึง แตะก็มีผู้ใหญ่ใจดี
เป็นเจ้าของที่นี่จริงๆ น่ะแหละ
ตรงชั้นลอยกลางห้องที่มีตู้หนังสืออยู่รอบ ตรงโต๊ะญี่ปุ่นสีน้ำตาลอ่อนตัวในสุด
CON
( ครูจ๋ากำลังนั่งเขียนอะไรบางอย่างอยู่อย่างขมักเขม่น ในขณะนั้นเองเสียง
โทรศัพท์ที่ตรงโต๊ะมุม3ขั้นสีขาว ข้างๆแจกันลายดำน้ำตาลที่มีดอกลิลลี่ปักอยู่
ก็ดังขึ้น ครูจ๋าลุกขึ้นและรีบวิ่งลงบันไดจนสะดุดขาโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆบันได แต่ก็
รีบวิ่งไป ซืดไป ทำหน้าเบ้ไป เพื่อจะไปให้ทันโทรศัพท์ )
ครูจ๋า : “ ซืด..........อุ๊ยยยย...อย่าเพิ่งวางนะ เดี๋ยวๆๆๆๆ “ ( ไปถึงโทรศัพท์จนได้ )
“สวัสดีค่ะ .... ที่นี่มูลนิธิบ้านครูเพียรค่ะ”( ครูจ๋าพูดด้วยน้ำเสียงแจ๋มใสกลบ
เกลื่อนความเจ็บ ปวด)
“ใช่ค่ะ ….. ค่ะ”( จากที่หน้าตาไม่เคร่งเครียด ก็เป็นจริงจังโดยทันควัน)
“จริงเหรอคะ แล้ววันนี้จะไปเยี่ยมได้มั้ยคะ......ค่ะ.....อ๋อ..อ๋อ..มีเด็กอีกคนนึง
น่ะค่ะ.....อืมได้ค่ะ”
(ตอนนี้ครูจ๋าสีหน้ามีความสุขมาก หลังจากที่วางหูโทรศัพท์ ก็รีบวิ่งออกไปจาก
หน้าบ้าน เพื่อ จะไปหาทาน แต่ระหว่างใส่รองเท้าคิดได้ว่าลืมกระเป๋าสะพาย
ประจำตัวก็รีบกลับเข้าไปเอาที่ โต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วจึงรีบวิ่งออกไปโดยเร็ว)
ครูจ๋าเดินจ้ำอ้าวไปตามทางยาวของถนนที่ด้านซ้ายมีหญ้าขึ้นสูงปะปนกับดอก
หญ้าเอนไปมาด้วยแรงลม ซึ่งทางจะไปออกตรงชายผาที่ข้างล่างจะเป็นทะเล
ทางที่ครูจ๋าเดินนั้นจึงเป็นทางชันขึ้นไป
ไม่นานก็มีรถกระบะตอนเดียวสีขาวคันเล็กๆ วิ่งช้าๆไล่ขึ้นมา นั่นคือรถของไท
ซึ่งกำลังทำหน้ากวนๆพร้อมกับเสียงหัวเราะกวนๆ ครูจ๋าได้ยินเสียงหัวเราะจึง
รู้โดยไม่ต้องหันไปดูว่าใคร ครูจ๋าทำหน้าบ่งบอกถึงความรำคาญ
ไท : “อ้าว ครูจ๋าจะไปไหนน่ะ ทำหน้าแบบนั้นเดินไปมันเหนื่อยนะน่ะ หะหะ”
(ครูจ๋าทำหน้า หงุดหงิดจน แก้มป่อง จนไทอดไม่ได้ที่จะแซว)
ครูจ๋า : “แล้วมันเกี่ยวอะไรกะนายด้วยล่ะ กวนประสาทแต่เช้าเลย”
(ครูจ๋าพูดไปเดินไปเร็วๆ ไท ก็ ขับรถช้าๆคู่ไปด้วย)
ไท : “โธ่...แซวนิด แซวหน่อยก็ไม่ได้ ไปดีก่า”
(ไทเร่งเครื่องแซงออกไปโดยไม่ใยดี)
ครูจ๋า : “เฮ่อ!!...ไอ้บ้า นึกว่าจะให้ติดรถไปด้วย ดำก็ดำ แล้วยังไม่มีน้ำใจ”
(ในระหว่างที่ครูจ๋าเดินบ่นๆ อยู่นั้น รถที่ไท้ขับก็เปลี่ยนมาเป็นถอยหลังเข้ามาช้าๆ)
(ไท้ทำหน้ายิ้มกวนๆ )
ไท : “ ขึ้นมาสิ ”
(ครูจ๋าก็ยังเดินอยู่ด้วยสีหน้าเคืองๆ และยิ่งเดินเร็วขึ้น)
ไท : “ ขึ้นสิจะไปส่งไม่ขึ้นเดี๋ยวจะไปนะ “
( ครูจ๋าก็ขึ้นรถทันทีโดยไม่พูดจา )
( ไทมองหน้าครูจ๋าแล้วหัวเราะในคอ)
ไท : “ แล้วนี่จะไปไหนล่ะครับ ดูท่าทางรีบๆ “
ครูจ๋า : “ ไปหาน้องทานน่ะ ไม่รู้ว่าจะยังอยู่ที่ชายหาดใต้ผาเหมือนทุกวันรึเปล่า “
ไท : “ อ๋ออยู่ๆ เมื่อกี้ขามาก็ผ่าน แต่ดูท่าทางเหม่อๆ กว่าทุกวัน เข้าไปทักก็ไม่สนใจ ”
ครูจ๋า : “ เฮ่อ................”
ครูจ๋าทำท่าทางสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ ทำให้ไทเริ่มอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ไท : “ มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ “
( ครูจ๋าไม่ตอบ ได้แต่ถอนหายใจ ไท เห็นแล้วไม่รู้จะทำยังไง )
ไท : “ เอาชาสักแก้วมั้ย “
ครูจ๋า : “ บ้า ขับรถบนถนนอย่างนี้ นายจะเอาชามาจากไหน “
( ครูจ๋าพูดไปขำไป )
ไท : “ นี่ไง กินดิ กำลังร้อนๆ “
ครูจ๋า : ' เฮ่ย!! …........ “ ( ครูจ๋าตกใจที่ไทเอาชาร้อนๆมาจากไหนก็ไม่รู้ ทั้งๆที่อยู่กันในรถที่เค้าเป็นคนขับเอง )
ตัดไป
ฉาก
ณ หน้าผาสูงที่ข้างใต้เป็นโขดหินฝั่งทะเล ข้างถนนสายเอเซีย เป็นที่ๆทานกระโดดลงไปนั่นเอง และริมหน้าผาก็มี จุ้ย แอบดูอยู่นานแล้ว และซีพื่อนต่างโรงเรียนที่รู้สึกเซ็งเต็มทีกับการเฝ้าดูทาน ที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนสนใจซักเท่าไหร่ รวมทั้งน้องชายที่กำลังทวงของ งอแง จากพี่ชายคืนนั่นก็คือจ้ายนั่นเอง ส่วนอิ่มนั้นไปนานแล้ว
จุ้ยนั่งยองๆ ส่องดูพฤติกรรมของทานอย่างสนอกสนใจอย่างมาก แม้ว่าเสียงงอแงของน้องชายจะดังสักเท่าไหร่ก็ไม่อาจจะทำให้จุ๊ยหันมามองเลยแม้แต่น้อย
จุ๊ย : “เฮ่ยๆๆๆ มันขึ้นมาแล้ว มันขึ้นมาแล้ว แล้วในถุงนั่นมันอะไรวะ...... ดูไม่น่าจะเป็นของมีค่า ขยะแน่เลย ”
ซี : “ วุ๊!!! ….. รอดูกันอยู่ตั้งนานที่แท้ก็ขยะ ไม่เอาแล้วไปดีกว่า ”
ซีทำท่าเซ็งและกำลังจะเดินออกไป แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นจ้ายกำลังทำอะไรซักอย่างที่น่ากลัว
ซี : “เฮ่ย!!! ”
จ้าย : “ ถ้าไม่ยอมคืนจะขับชนจริงๆด้วย ฮือออ.....ๆ...”
จุ๊ย : “เฮ่ย อย่าๆๆ จะบ้าเหรอ ตรงนี้มันหน้าผานะเฮ่ยๆ “
จ้ายโมโหหนักที่จะทวงยังไงก็ไม่ได้ของคืนซักที เลยคิดจะขับจักรยานชน ในทั้นใดนั้นจ้ายก็ไม่ฟังถีบรถไปทันทีโดยไม่ได้ฟังเสียงใคร ซีเห็นแต่ก็ไม่ทันห้ามได้ทันก่อนที่จ้ายจะถีบรถไป จึงวิงเข้าไปจับรถไว้ แต่เหมือนระยะเวลาที่วิ่ง กับระยะทางมันไม่สัมพันธ์กัน มือก็เหมือนจะคว้าไว้ไม่ทัน แต่ทันใดนั้นก็มีอีกมือเข้ามาคว้าไว้ได้ทัน นั่นคือมือของไทนั้นเอง ซีและจุ๊ยมองหน้าไท ด้วยหน้าที่ชุ่มเหงือแห่งความตกใจสุดชีวิต ส่วนไทก็มองหน้าเด็กด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม แต่จ้ายยังคงพยายามฝืนถีบไปร้องเสียงดังไปเช่นเดิมแม้ว่าล้อจะฟรี ถีบเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล
ซี : “ พี่ไท “
จ้าย : “ เอาของจ้ายมา เอาของของจ้ายมาน๊าาาาาาา “
ไท : “ เล่นอะไรกันน่ะพวกเธอ ข้างๆหน้าผาตรงนี้เค้าห้ามไม่ให้ใครเข้าไม่ใช่เหรอ จุ๊ย เธอโตสุดแล้วทำไมไม่เป็นตัวอย่างกะคนอื่น ถ้าแม่เธอมาเห็น พ่อพวกเธอมาเห็นเข้าคงไม่ชอบแน่ๆ ไปเล่นที่อื่นซะก่อนที่พี่จะไปตามพ่อแม่เธอ “
ไท จับรถจักรยานของจ้ายที่จ้ายกำลังนังอยู่ยกขึ้นมาแล้ววางลงตรงฝั่งนอกรั้ว จ้ายได้แต่เงียบ แล้วถีบรกไปโดยไม่เอะอะอีก แต่สายตามองที่ไทไม่ละสายตา
ตัดไป
ฉาก
ใต้หน้าผาที่เป็นชายฝั่งข้างล่าง มีหินโขด ใหญ่เล็กเรียงราย รอปะทะคลื่น น้ำทะเลที่นี่ใสมาก มีปลาเล็กๆ มาว่ายเล่นอยู่มากมายนับไม่ถ้วน น้ำทะเลสีเขียวถูกแสงแดดเหลืองอมส้มของเช้าอากาศสดใสสาดกระทบสะท้อนประกายกระทบสิ่งต่างๆรอบช้างสวยงามจริงๆ
ทานเดินมานั่งที่ตรงโขดหินเล็กๆ เพื่อนั่งพักและกำลังคิดอะไรเพลินๆ ชายวัยกลางคนผิวคล้ำใส่เสื้อสีขาว
กางเกงขายาวสีเทายืนยิ้มมองทานอยู่ด้วยแววตาเอ็นดู แต่ทั้งสองก็ต้องเงยหน้าขึ้นไปดูเพราะมีใครกำลังทำเสียงดังอยู่ตรงริมหน้าผาด้านบนอยู่ ชายวัยกลางคนคนนี้ก็คือ ลุงสุวิทย์ เจ้าหน้าที่ดูแลชายหาดแห่งนี้นั่นเองซึ่งสะนิทกับทานมานานแล้ว เขาเดินเข้ามาอย่างไม่เร่งร้อน
ลุงสุวิทย์ : “ ทาน....... ทาน..... ”
ทานมองอะไรเหม่อลอยอยู่นิ่งไม่ได้ยินเสียงของ คุณลุงสุวิทย์ ที่กำลังเรียกอยู่ แต่พอรู้ตัวก็หันมาโดยไว
คุณลุงสุวิทย์ : ทาน..... ขึ้นไปได้แล้ว ดูท่าทางจะมีคนอยากพบเธออยู่นะ ส่วนขยะนี่ลุงทำเอง ขอบใจมากนะวันนี้ได้ขยะน้อยลงอีกแล้ว “
ทานมองหน้าลุงสุวิทย์ พยักหน้า และยิ้ม แล้วเดินขึ้นบันใดไป
ตัดไป
ฉาก
บนริมหน้าผาที่เดิม
ครูจ๋า : “ พวกน้องๆ เห็นน้องทานมั้ยคะ ”
ครูจ๋าพูดด้วยน้ำเสียงใจดี
จุ๊ย : “ เห็นครับ อยู่ที่ชายหาดริมทะเลข้างล่างนู่นนนน ครับ เอ่อ...เอ่อ... แต่ตอนนี้มาแล้วคับ ไม่เอาแล้ว ไปแล้วโว้ย ”
พวกเด็กๆก็รีบวิ่งหนีกันไปด้วยความกลัว อย่างเร็ว ครูจ๋า ฉงน ในพฤติกรรม ของพวกเด็กๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรแล้ว ได้แต่หันหน้าไปมามองหาทาน ซึ่งทานก็กำลังเดินขึ้นมาจากบันใดที่ทำไว้เพื่อลงไปยังชายหาดด้านล่าง ตรงด้านหลังของครูจ๋าพอดี
ครูจ๋า : “ อ้าวแล้วไหนล่ะ ”
ไท : “ เอ่อ ครูจ๋า ครูจ๋า ข้างหลัง ”
ครูจ๋า : “ หา ”
ไท : “ ข้างหลัง ข้างหลัง ”
ครูจ๋ารู้ดังนั้น ก็รีบหันไปทันที ด้วยรอยยิ้มที่เปล่งประกาย
ครูจ๋า : “ อ้าวน้องทาน ”
ทานมองครูจ๋าด้วยความรู้สึกงง ว่าทำไมวันนี้มาตามถึงที่นี่
ครูจ๋า : “รู้มั้ยวันนี้แม่เพียรฟี้นแล้ว และวันนี้หมออณุญาตให้เยี่ยมได้แล้ว”
ทานยิ้มขึ้นมาจากเดิมที่หน้าดูเขร่งขรึม สายตาดูโล่งอก และยินดีอย่างมาก แต่ก็เปลี่ยนสีหน้ามาเป็นเศร้าอีกครั้ง พร้อมกับก้มหน้าเก็บสื้อผ้าที่พาดรถจักรยานมาพาดบ่า ครูจ๋ามองแล้วไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่พูดต่อแบบ ตะขิดตะขัด
ครูจ๋า “น้องทาน เอ่อ....ไปอาบน้ำแล้วไปกะครูนะ เรา......เราจะไปเยี่ยมกัน ”
ทานพยักหน้า และขึ้นจักรยานแล้วปล่อยลงเนินไป
ครูจ๋ารู้สึกสงสารแต่ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรนัก ได้แต่หันไปมองหน้ากันกับไท ไทก็ได้แต่ปลอบใจครูจ๋าด้วยสายตา แต่ครูจ๋าก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นหน้าบึ้งอีก ไททำหน้างง เพราะไม่ทันอารมณ์
ครูจ๋า “ นายไปส่งชั้นเลย ”
ไท “ เฮ่ย....แล้วร้านผมอา ”
ครูจ๋า “ ช่วยไม่ได้ มีรถก็ต้องช่วยเหลือกันสิ ”
ไท “ อ้าว แล้วร้านกาแฟ ล่ะ ผมเปิดร้านไว้อยู่อา ”
ครูจ๋า “ เออนา......ช่วยๆกัน เดี๋ยวกลับมาจะเลี้ยงกาแฟแก้วนึง ”
ไท “ ยัยบ้า ฉันเป็นคนขายกาแฟนะ ”
ตัดไป
ฉาก
ทางที่ทานถีบรถจักรยานไปนั้นเป็นทางลงเนินจากผา แต่แทนที่จะปล่อยให้รถว่งไปเอง ทานกลับยิ่งปั่นไปให้เร็วขึ้นทั้งที่มันก็เร็วมากอยู่แล้ว มองไปที่ใบหน้าของทานมีแต่น้ำตานอง อาบใบหน้าออกมาอย่างพรั่งพรูแสดงถึงความอัดอั้นในใจอย่างมาก น้ำตาที่ไหลมาอย่างท่วมท้นนั้นก็ปลิวไปกับลมที่ปะทะหน้า เสียงสะอื้นที่แม้ฟังแล้ว เป็นคล้ายเสียงกระซิบ แต่ก็รู้ถึงความรู้สึกที่แสนจะอัดอั้นได้ดีไม่แพ้เสียงตะโกน
ตอน ความรู้สึกผิด
ฉาก
ที่โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งในตัวเมือง โรงพยาบาลแห่งนี้มีตึกอยู่สามตึก ตึกหนึ่งมีห้าชั้น และอีกสองตึกสูงเท่ากันมีอยู่สิบสี่ชั้น แต่ตึกที่เตี้ยกว่านั้นกว้างกว่ามาก เพราะเป็นตึกไว้รับคนไข้และพักฟื้นชั่วคราวรวมทั้งเป็นตึกที่ทำงานด้านข้อมูลของโรงพยาบาลทั้งหมด ส่วนอีกสองตึกเป็นตึกรักษาและพักฟื้น ทั้งสามตึกเชื่อมต่อถึงกันด้วยทางเชื่อมสามชั้นแรก แต่อีกสองตึกที่สูงเท่ากันจะมีชั้นบนสุดสองชั้นเชื่อมต่อกันอีกทีเพื่อไว้เป็นทางที่คนไช้ผ่าตัดผ่าน
ตอนนี้ครูเพียรพักอยู่ที่ตึกแรกชั้นบนสุดซึ่งเป็นชั้นห้องส่วนตัว ในห้องครูเพียรในโรงพยาพาล เป็นสีขาวเกือบทั้งหมด ข้างในมีหน้าต่างและระเบียงที่หันไปหาภูเขาริมทะเลทิวทัศน์ที่นี่สวยงามมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นโรงพยาบาลจะเป็นที่ที่น่าอยู่มาก ในห้องมีโทรทัศน์ยี่สิบนิ้วตั้งอยู่ที่ปลายเตียง ที่ตรงมุมห้องด้านบนเหนือหัวเตียงมีลำโพงสีเทาติดตั้งอยู่ไว้สำหรับให้พยาบาลสื่อสารกับคนไข้ ห้องน้ำหนึ่งห้องอยู่ติดกับประตูห้องหันไปหาเตียงคนไข้เพื่อให้คนไข้เดินไปในระยะทางที่สั้น ข้างเตียงมีบันใดสามขั้นรองอยู่ และเก้าอี้ไม้สีเหลืองอ่อนที่มีเบาะผ้าสีน้ำตาลอ่อนตั้งไว้สองตัว และข้างๆ ใกล้ๆ หัวเตียงมีตู้วางของสีเหลืองอ่อนอยู่ เหมือนโรงพยาบาลทัวไป และมีโซฟายาวตั้งต่อกันไปจนชิดขอบของห้องน้ำ
ครูเพียรนอนที่เตียงอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนแววตาที่แจ่มใส รวมทั้งเสียงหัวเราะบอกได้ว่าอาการได้ดีขึ้นมาก ครูเพียรสวมชุดคนไข้สีขาวสะอาด กำลังคุยกะครูจ๋าซึ่งนั่งตรงเก้าอี้ที่ข้างเตียง ทั้งสองคุยเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างที่ครูเพียรอยู่ที่โรงพยาบาล
ครูเพียร : “ที่จริงชั้นฟื้นขึ้นมาเมื่อสามวันที่แล้ว วันนี้คุณหมอบอกว่าให้นอนพักซักอาทิตย์นึงก่อน รอดูอาการว่ามัน เป็นอาการแบบต่อเนื่องรึเปล่าน่ะจ่ะ”
ครูจ๋า : “อื๋ม..... หนูว่าที่จริงแล้วกลับวันนี้เลยก็ได้นะคะ เด็กๆคิดถึงกันแย่แล้ว น้องปัง น้องปิง เค้าบอกว่ากำลังทำของ ขวัญให้ครูเพียรอยู่น่ะค่ะ ไม่รู้ว่าอะไร พอเข้าไปดูก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ฮิฮิ..... สองคนนั้นน่ารักดีนะคะ เป็นพี่น้อง นิสัยเหมือนกัน หนูจำผิด ไม่รู้ว่าใครพี่ใครน้องอยู่เรื่อยเลย ฮิฮิ”
ครูเพียร : “หึหึ … แหมก็สองคนนั้นเค้าเป็นฝาแฝดกันนี้จ๊ะ เฮ่อ.... ได้ฟังแล้วชั้นชักจะคิดถึงพวกเด็กๆ อยากกลับไป เร็วๆซะแล้ว ….. เฮ่อ... วันนี้นี่อากาศดีจริงๆนะเนี่ย ”(ครูเพียรพูดแล้วก็ลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียงด้านที่เป็น ระเบียง)
ครูจ๋าตามไปนั่งที่ขอบเตียงข้างๆครูเพียร และมองครูเพียรด้วยแววตาที่ปลาบปลื้ม แล้วหันไปมองวิวที่นอกระเบียง
ครูจ๋า : “ก่อนที่หนูจะมาทำงานที่นี่ ความคิดในใจที่กำลังสับสนอยู่ว่า สิ่งที่หนูทำเนี่ย มันดีแล้วรึเปล่า มันจะเป็นไป อย่างที่หนูฝันไว้มั้ย หนูเกือบจะตัดใจเลิกคิด จนวันที่เจอหนังสือพิมพ์ฉบับนึงในมหาลัยที่ใครก็ไม่รู้ตั้งลืม เอาไว้ ข้อความในข่าวที่ทำให้หนูหยุดร้องไห้ และทำให้หนูสามารถหาเหุตผลที่หนักแน่นพอที่จะทำให้ พ่อของหนูยอมปล่อยให้หนูไป และตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้มันแน่ชัด และทำให้หนูมั่นใจแล้ว ตอนนี้หนูเจอ ที่ๆ หนูฝันไว้แล้วล่ะค่ะ”
ครูจ๋าและครูเพียรหันมามองหน้ากัน และยิ้ม ก่อนที่จะหันไปมองวิวอีกที
ครูเพียร : “แหม....อยู่กันมาห้าหกปี ไม่รู้เลยว่าเธอจะพูดแบบนี้ออกมาได้”
ครูจ๋า : “ก็หนูอยากให้ครูเพียรรู้ว่าไม่ใช่ครูเพียรคนเดียวที่รักที่นี่ ที่นี่มีแต่สิ่งดีๆ ทั้งผู้คน ทั้งบรรยากาศ ทำให้หนูรู้สึก ว่านี่แหละความสุข”
ครูเพียร : “ฉันก็คิดว่าฉันเจอคนที่เกิดมาเพื่อเด็กๆเหมือนกัน ฉันจำแววตาในวันแรกๆได้ มีทั้งความมั่นใจ ความตั้งใจ ความรักและความบริสุธิ์ใจ อยู่ในนั้น แล้ววันนี้ก็ทำให้ฉันแน่ใจยิ่งขึ้นว่าเธอเป็นคนๆนั้น”
ครูจ๋า : “คนที่เกิดมาเพื่อเด็กๆน่ะครูเพียรต่างหากล่ะคะ หนูไม่ได้เทียบเท่าเลย”
ครูเพียรหันมามองแล้วแตะที่บ่าของครูจ๋า
ครูเพียร : “ฉันไม่ใช่หรอก เธอนี่แหละตัวจริง”
ครูจ๋ามองหน้าครูเพียรไม่วางเพราะสงสัยในคำพูดของครูเพียร แต่ไม่ทันที่ครูจ๋าจะถาม ประตูก็เปิดขึ้นพร้อมเสียงบ่นของไท ครูเพียรได้ยินเสียงไท แล้วหัวเราะนิดๆในคอ ครูจ๋าเห็นหน้าครูเพียรแบบนั้นแล้วทำหน้าตาตื่นปนยิ้มนิดๆ
ครูจ๋า : “ไม่นะ ไม่ใช่อย่านั้น”
ครูเพียร : “ที่หนูว่าสิ่งดีๆน่ะ นี่ก็ด้วยใช่มั้ยล่ะ”
ครูจ๋ายิ่งยิ้มมากขึ้น ทำไม้ทำมือปฏิเสธยกใหญ่
ครูจ๋า : “ยี้...ไม่ไม่ไม่ ไม่ดีไม่ดี ดำๆ เถื่อนๆ อย่างนั้นออกจะตาย ใครจะชอบลง”
ไทเดินเข้ามาตั้งของฝากที่เตียงแล้วทุ่มตัวลงนั่งที่โซฟา แสดงอาการเหนื่อย แต่ที่จริงก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก เพียงแค่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากครูจ๋า
ไท : “เฮ่อ.....ใช้ไปซื้อของแล้วก็ไม่บอกกันก่อนว่าอยูที่ไหน”
ครูจ๋า : “ก็มาถึงแล้วไงไม่ต้องมาทำบ่นเลยน่าา...แล้วเอาของมาตั้งทำไมที่เตียงล่ะเนี่ยเอาไปตั้งที่อื่นสิ”
ไท : “โห...รู้งี้ไม่มาก็ดี เตี้ยก็เตี้ยแล้วยังใจไม้ไส้ระกำอีก น่าจะให้เดินมาซะให้เข็ด ยัยซาลาเปาเน่าเอ๊ย” ( บ่นเบาๆ )
ไทบ่นไปแล้วลุกขึ้นมาหยิบของไปวางที่โต๊ะ
ครูจ๋า : “อะไรนะ ใครซาลาเปาเน่า พูดดีๆนะ ไอ้ช็อคโกแล็ตแดดเดียว ”
ครูเพียร : “อ้าวแล้วนี่มากันแค่สองคนเหรอ”
ครูจ๋าทำหน้าหยีทันทีที่ครูเพียรถาม
ครูจ๋า : “อี๋ … หนูไม่ไปไหนกะตานี่สองคนหรอกค่ะ ….. แล้วนี่น้องหายไปไหนล่ะ นี่ไม่สนใจน้องใช่มั้ยเนี่ยไอ้ ดำ”
ไท : “ใช่ที่ไหนเล่า อยู่หน้าห้องน่ะแหละเมื่อกี้ก็นึกว่าจะเข้ามาพร้อมกัน เห็นทำท่าทางเหมือนจะเข้ามา”
ครูเพียร : “อ้าว แล้วใครล่ะ ทานเหรอ”
ครูจ๋า : “ใช่ค่ะ ดูหมู่นี้เศร้าลง จากที่เดิมก็ซึมๆอยู่แล้ว เลยอยากชวนมาเปิดหูเปิดตาบ้างน่ะค่ะ”
ครูเพียรถอนหายใจแล้วหันไปมองวิวที่นอกระเบียงแล้วส่ายหัวเล็กน้อย สักครู่หนึ่งก็หันไปหาครูจ๋า ครูจ๋าเห็นสีหน้าที่ไม่สบายใจของครูเพียรแบบนั้นแล้วรู้สึเห็นใจไปพร้อมๆกับสงสัย
ครูจ๋า : “มีอะไรเหรอค่ะ”
ครูเพียร : “ไปพาทานเค้าเข้ามาก่อนสิ”
ครูจ๋าเดินไปพร้อมทำหน้าตาท่าทางงุนงง
ครูจ๋าเปิดประตูไปพร้อมกับได้ยินเสียงสะอื้นของใครบางคน พอเปิดประตูไปก็เห็นทานนั่งร้องไห้อยู่ที่ม้านั่งข้างประตู ครูจ๋าเห็นแล้วตกใจมาก รีบเข้าไปนั่งข้างๆเพื่อปลอบประโลม
ครูจ๋า : “อ้าว น้องทานเป็นอะไร … ไม่เอานะอย่าร้องนะ โอ๋ๆๆ ครูอยู่นี่แล้วนะ”
การเข้ามาปลอบโยน พร้อมสวมกอดตบที่หลัง นั้นยิ่งทำให้ทานร้องไห้หนักเข้าไปอีก ครูจ๋าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้ จะถามก็ถามไม่ได้เพราะรู้ว่าทานไม่สามารถพูดออกมาได้ แต่การเห็นเด็กร้องไห้และสงสารก็ทำให้ครูจ๋าพลอยเริ่มร้องไห้ตาม
ครูจ๋า : “น้องทานเป็นอะไร ร้องไห้ทำไมลูก ร้องไห้ทำไม”
ทานได้ยินเสียงของครูจ๋าที่พูดปลอบโยนกำลังกลายเป็นการร้องไหไปด้วยนั้น ก็หยุดร้องไห้ทันทีทันใด ครูจ๋าก็เลยหยุดร้องแล้วมองหน้าทาน
ครูจ๋า : “งั้นเดี๋ยวไปหาครูเพียรกันนะ”
ในห้องตรงโซฟา ไท กำลังหลับกรนครอกๆอยู่ ครูจ๋ามองแล้วหมันไส้
ครูจ๋า : “มาเยี่ยมคนอื่นแท้ๆ แต่ตัวเองดันมาหลับครอกๆซะงั้นน่ะ”
ครูเพียรกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่ถูกย้ายมาวางไว้ตรงระเบียง และกำลังดื่มโกโก้ร้อนแก้วโต นั่งมองวิวอยู่ด้วยท่าทีที่ดูสบายใจ ในขณะเดียวกันทานและครูจ๋าก็เดินเข้ามาจากประตูกระจกบานเลื่อนออกมาหน้าระเบียงที่ครูเพียรกำลังนั่งอยู่นั่นเอง ส่วนทานยังคงเดินตามหลังครูจ๋าเหมือนไม่กล้าสู้หน้าสักเท่าไหร่
ครูจ๋า : “มาแล้วค่ะ”
ทานยังก้มหน้าและยืนอยู่ข้างหลังครูจ๋า
ครูเพียร : “ทาน......มาสิ มาใกล้ๆครูหน่อย”
ครูเพียรยิ้มและพูดออกมาด้วยท่าทีที่อ่อนโยนทานได้ยินและเห็นครูเพียรไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อยก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น จากที่ไม่กล้ามองหน้าก็ค่อยๆหันไปสบตาที่ครูเพียรอย่างเกรงๆ ครูเพียรก็สบตากับทานตอบ แต่ทานยังคงยืนอยู่อย่างงั้น
ครูเพียร : “มานี่มาลูก ”
ครูเพียรยื่นมือและหงายมือ ออกเพื่อวอนให้ทานเดินเข้ามาโดยไม่กลัวอะไร ทานเดินเข้ามาอย่างช้าๆ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง เมื่อทานเดินเข้ามาในระยะ ครูเพียรก็จับที่แขนทานเบาๆ ทานโค้งตัวแล้วคุกเข่าลงทันทีที่
มือของครูเพียรลูบขึ้นมาที่หัว น้ำตาที่ไหลออกมามันมากมายกว่าครั้งไหนๆ แต่ต่างกันที่การร้องไห้ในตอนนี้คือความรู้สึกโล่งใจและความรู้สึกผิดที่แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเรียกว่าความผิดรึเปล่า
ครูเพียร : “มันไม่ใช่ความผิดของเธอนะ แล้วคนเราก็เลือกที่จะเกิดไม่ได้ ต่อไปนี้ก็ขอให้เธออย่าร้องไห้ หรือท้อแท้ กับเรื่องนี้นะ ครูจะบอกว่าเธอต้องสู้กับมัน เราเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเรายิ่งท้อแท้หรือยอมแพ้ เราก็ต้องรับกับความ รู้สึกนี้ไปตลอดชีวิต เธอคงไม่อยากจะเป็นอย่างงั้นแน่ๆ ใช่มั้ย”
ครูจ๋ามองดูและฟังอยู่ด้วยความสงสัย และเป็นห่วงทานเป็นอย่างมาก หน้านิ่วคิ้วขมวด เพราะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อย
ครูเพียร : “ที่จริงมันไม่น่าจะทำให้ครูถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนอย่างงี้ แต่มันทำให้ครูตกใจมาก เธอคง ไม่รู้ ครูไม่ได้ตกใจเพราะกลัวเธอ แต่ครูสะเทือนใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันเด็กที่ครูเลื้ยงมากับมือ เพราะ เด็กๆทุกคนในบ้าน ก็คือลูกๆของครูทั้งนั้น และวันนั้นที่เกิดเรื่องเธอเองก็เป็นไข้หนักโดยไม่รู้สาเหตุอยู่ หลายวัน ครูก็เป็นห่วง แล้วความรู้สึกหลายอย่างมันเข้ามาโดยครูเองก็รับกับมันไม่ทัน ”
ครูจ๋ายังคงงวยงงอยู่และกำลังรอช่องว่างที่จะถามเรื่องราวที่เกิด ในขณะเดียวกัน ไท ก็เดินเข้ามาจากข้างหลังเงียบๆ ด้วยความสงสัยที่บรรยากาศดูเคร่งเครียด
ไท : “มีอะรกันเหรอ ทำไมดูบรรยากาศ มาคุ มาคุ กันจังงิ”
ครูจ๋า : “ไม่รู้ซักเรื่องได้มะ”
ไท : “โห...จะดุไปไหนนักหนาเนี่ย โฮ๊.....”
หลังจากครูเพียรได้คุยกับทานเสร็จ ก็เงยหน้าขึ้นมามองครูจ๋าก่อนที่จะถาม
ครูเพียร : “ จ๋า ”
ครูจ๋า : “คะ”
ครูเพียร : “รบกวน พรุ่งนี้เอาแฟ้มตารางเรียนใหม่ เทอมหน้าสองแฟ้มบนโต๊ะ ที่เขียนว่าตารางเรียนเทอมสองมาให้
หน่อยนะจ๊ะ ”
ครูจ๋า : “แฟ้มเทอมสองเหรอคะ”
ครูเพียร : “ใช่จ่ะ ก็ที่ฉันให้เธอปริ้นท์ให้เมื่อเดือนก่อนไง อ่านดูวันที่ตรงสันมันก็รู้”
ครูจ๋า : “อ๋อ ค่ะ”
ไว้จะเอามาให้อ่านกันอิกตอนนะครับ

[TooTooN]